
ใช้สเต็มเซลล์รักษา 'อัมพฤกษ์-อัมพาต'
ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต จำนวนไม่น้อยที่ต้องนอนรอความหวังอันริบหรี่ที่จะได้กลับมามีชีวิตเหมือนเช่นคนปกติทั่วไป ทำให้วงการแพทย์ไทยคิดค้นพัฒนาวิธีการรักษาที่ดีขึ้น เป็นอีกทางเลือกหนึ่งนั่นคือ การใช้สเต็มเซลล์ที่ได้จากตัวของ ผู้ป่วยเองนำมาใช้รักษาโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต จนสามารถ กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้
หากเอ่ยถึง “สเต็มเซลล์” (Stem Cell) หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก โดย นสพ.ศุภเสกข์ ศรจิตติ ผู้เชี่ยวชาญด้าน สเต็มเซลล์ อธิบายให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า สเต็มเซลล์ คือ เซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ มีหน้าที่ในการซ่อมแซมเซลล์ชนิดต่าง ๆ ใน ร่างกายที่เสียหาย ซึ่งเมื่อใดที่ร่างกายหรืออวัยวะใด ๆ เกิดการเสียหายขึ้นจะส่งสัญญาณหรือที่เรียกว่า ซิกแนล (Signal) ออกมาทำให้สเต็มเซลล์รู้ได้ ว่าเขาต้องไปที่ไหน เช่นหาก ร่างกายมีแผลเกิดขึ้นหรือมีการอักเสบ บริเวณรอยโรคเหล่านี้ ก็จะส่งสัญญาณไปบอกร่างกายให้ส่งสเต็มเซลล์มาซ่อมบริเวณบาดแผลนั้น ๆ ทำให้บาดแผลหาย เป็นต้น
สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดจริง ๆ แล้วพบได้ในหลายส่วนของร่างกาย แต่ที่เรานำมาใช้บ่อยในขณะนี้คือ จากเลือดที่ผ่านการฉีดยากระตุ้นให้หลั่งสเต็มเซลล์ หรือจากไขกระดูก นอกจากนี้เรายังสามารถหาได้จากไขมัน เยื่อโพรงจมูก ฟันน้ำนม และเลือดจากสายสะดือเด็กตอนเกิด เป็นต้น โดยสเต็มเซลล์มีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างจากเซลล์ทั่วไปในร่างกาย คือสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ ได้เรื่อย ๆ หากพบว่าร่างกายบาดเจ็บสเต็มเซลล์จะวิ่งไปยังเป้าหมายแล้วทำการแบ่งตัวเองให้เป็นเซลล์ชนิดที่ต้องการ ร่วมกับการหลั่งสารจำพวก cytokine หรือ growth factor ชนิดต่าง ๆ ออกมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซม รวมทั้งลดการอักเสบที่เกิดขึ้นบริเวณนั้น หลังจากนั้นอาจมีการสร้างหลอดเลือดไปเลี้ยงบริเวณที่เสียหายให้มีเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยง ให้มากขึ้น รวมถึงมีความสามารถในการยับยั้งไม่ให้เซลล์บริเวณนั้นตายมากขึ้นนั่นเอง
ด้วยคุณสมบัติและความสามารถพิเศษนี้ทำให้ สเต็ม เซลล์เข้ามามีบทบาทในการรักษาโรคต่าง ๆ มากมาย โดยในอดีตจะเป็นที่รู้กันว่าสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคเลือด เช่น ธาลัสซีเมีย หรือใช้ช่วยเสริมหลังจากให้เคมีบำบัดในผู้ป่วยที่เม็ดเลือดขาวมีจำนวนน้อย แต่ในปัจจุบันแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์พบว่าสเต็มเซลล์นั้นสามารถที่จะนำมารักษาในโรคอื่น ๆ ได้มากมาย อย่างในสหรัฐอเมริกาเองนั้นมีการรักษาสเต็มเซลล์ในสัตว์เชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 จึงมีสัตว์กว่า 6,000 ตัวที่ทำการรักษาโรคต่าง ๆ ด้วยวิธีนี้แล้วนำมาสู่การรักษาคนในโรคต่าง ๆ มากขึ้นอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบันนั่นเอง
จากการวิจัยของทีมแพทย์ซึ่งประกอบไปด้วยแพทย์รักษาคน สัตวแพทย์ นักวิทยาศาสตร์และนักเทคนิคการแพทย์ ที่คิดค้นอยู่ 2 ปี จนกระทั่งพบว่า สเต็มเซลล์สามารถนำมาใช้รักษาโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ โดยเริ่มจากการทดลองกับสุนัขที่ขยับขาไม่ได้นำมารักษาด้วยวิธีการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จนสามารถขยับขาขึ้นลงได้ แต่ไม่สามารถเดินได้ เนื่องจากด้วย ความที่เป็นสุนัขเจ้าของจึงไม่สามารถทุ่มเททำกายภาพบำบัดให้เพียงพอได้
ต่อมาจึงเริ่มทดลองกับผู้ป่วยที่เป็นคนเคสแรกจำนวน 2 ราย โดย “น้องปิ๊ง” เป็น รายแรกที่คุณแม่ติดต่อเข้ามา หลังจากทราบข่าวว่าทีมแพทย์ สามารถใช้สเต็มเซลล์รักษาสุนัขจนสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ ซึ่งน้องปิ๊งเป็นผู้ป่วยโรคอัมพาตร่างกายไม่สามารถขยับได้ตั้งแต่ใต้ราวนมลงไป เนื่องจากเมื่อ 3 ปีที่แล้วเกิดประสบอุบัติเหตุกระโดดลงสระว่ายน้ำ แต่น้ำตื้นเกินไป ทำให้ศีรษะกระแทกพื้นจนคอหักกลายเป็นอัมพาต หลังจากเป็นอัมพาตนานกว่า 2 ปี จึงได้เริ่มรักษาด้วยสเต็มเซลล์
หลังจากทีมแพทย์วางแผนเสร็จได้ทำการรักษาน้องปิ๊งไปเมื่อเดือนธันวาคม 2551 ปัจจุบันผู้ป่วยสามารถขยับขาในน้ำได้ รวมทั้งเล่นคอมพิวเตอร์ เขียนหนังสือได้ ยกดัมเบลได้ สามารถกำมือได้เหมือนคนปกติ อีกทั้งยังสามารถแขม่วท้องและมีความรู้สึกรับรู้เมื่อต้องการขับถ่าย และควบคุม ได้ดีขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจนเป็นที่พอใจของครอบครัว โดยแพทย์เชื่อว่า ถ้ามีการกายภาพบำบัดอยู่เรื่อย ๆ มีแนวโน้มว่าในอนาคต จะสามารถเดินได้
ส่วนอีกรายหนึ่งมีปัญหาก้านสมองตาย เนื่องจากเส้นเลือดอุดตันบริเวณก้านสมอง สาเหตุเกิดจากเป็นคนที่เส้นเลือดเล็กมาตั้งแต่กำเนิดทำให้ลิ่มเลือดเข้าไปอุดตัน ส่งผลให้กลายเป็นอัมพาตมานานถึง 8 เดือน ก่อนการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ มีเพียงตา 1 ข้างที่ยังตอบสนองได้เล็กน้อย แต่หลังจากรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์แล้วภายใน 2-3 สัปดาห์ ผู้ป่วยสามารถหาว และบิดตัวได้เล็กน้อย และในเวลา 2-3 เดือน ก็สามารถใช้ตาดูทีวีได้ ต่อมา 5-6 เดือนสามารถขยับนิ้วมือแต่ละนิ้ว พลิกมือ ส่ายศีรษะ รับรู้ได้เหมือนคนปกติทั่วไป
การทำสเต็มเซลล์ก็เหมือนการซื้อเวลาให้เร็วขึ้น สิ่งสำคัญหลังจากนั้นต้องทำกายภาพบำบัด ถ้าหากไม่ทำ ก็ไม่มีประโยชน์ และคิดว่าเคสทุกเคสไม่ใช่จะสามารถทำได้หมด เราต้องมีการประเมินคนไข้ด้วยว่าจะมีแนวโน้มกลับไปเดินได้หรือไม่หรือว่าสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด เพราะโดยปกติผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตที่รักษามานานกว่า 6 เดือนขึ้นไปแล้วก็มักจะพบว่าไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงดีขึ้นเท่าใดนัก นอกจากนี้ถ้าเป็น มากจนขาลีบเพราะขาดการ ทำกายภาพบำบัด หรือเส้นประสาทเสียหายมากจนไม่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อก็จะไม่สามารถรักษาได้เพราะทำแล้วไม่เกิดประโยชน์จะไม่แนะนำให้ทำ จึงอยากให้นำเทคโนโลยีตรงนี้นำไปใช้จริงกับคนไข้ที่เพิ่งเริ่มเป็นจะได้ผลที่ดีกว่าเป็นมานาน
สำหรับวิธีการรักษาเริ่มแรกจะต้องทำการประเมินผู้ป่วยก่อน จากนั้นเก็บเซลล์ต้นกำเนิดซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากส่วนไหนของร่างกาย หากเก็บจากไขกระดูกจะใช้วิธีที่เรียกว่า การเจาะไขกระดูก แต่หากเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากกระแสเลือด จะเจาะจากหลอดเลือดดำบริเวณข้อพับแขนของผู้ป่วย ซึ่งเคสทั้งสองเคสที่กล่าวไปเราใช้วิธีทำให้บริสุทธิ์ดีขึ้น ไม่ได้เพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์ เพราะปริมาณที่ได้เพียงพอในการรักษา และทั้งหมดนี้ไม่มีผลข้างเคียงเนื่องจากเป็นเซลล์ที่ได้มาจากตัวคนไข้เอง และไม่ได้เหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
การเก็บเซลล์ต้นกำเนิดในแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง แล้วนำไปทำให้บริสุทธิ์อีกประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นนำไปปลูกถ่ายฉีดกลับคืนให้ผู้ป่วยโดยฉีดกลับในตำแหน่งที่เราวางแผนไว้ในเบื้องต้นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คนไข้อาจต้องนอนพักฟื้น 1 คืน ก็สามารถกลับบ้านได้ สำหรับข้อจำกัดที่ทำให้ความสามารถในการรักษาลดลง คือผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ เป็นโรคเบาหวาน และผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 75 ปี ขึ้นไปเนื่องจากจำนวนสเต็มเซลล์ จะลดลง และยากต่อการเก็บสเต็มเซลล์
ฉะนั้นการรักษาด้วยวิธีปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ให้คนไข้โรคอัมพฤกษ์ อัมพาตที่เหมือน เป็นคนสิ้นหวังเพราะหมอทุกคนไม่รับรักษาแล้ว ถือว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยเหล่านี้ให้มีชีวิตความเป็นอยู่รวมทั้งคุณภาพ ชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้ เช่น บางคนมีความหวังที่อยากจะเดินได้ หรือ บางคนอยากใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น แค่ใช้มือเขียนหนังสือหรือใช้ช่วยเหลือตัวเองในภารกิจชีวิตประจำวันได้ก็เพียงพอแล้ว จึงเหมือนเป็นความหวังหรือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ลองมาทำการรักษาดู เพราะว่าไม่เป็นอันตราย ต่อร่างกาย
แต่อย่างไรก็ตามโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต จากสถิติพบว่าสาเหตุเกิดจากอุบัติเหตุเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ การที่ไม่ดูแลสุขภาพเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสามารถป้องกันได้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรประมาทและหมั่นดูแลสุขภาพกันตั้งแต่ต้นเหตุเสียก่อนจะเป็นการดีที่สุด.
0 ความคิดเห็น:
Post a Comment