Saturday, January 23, 2010

ก้าวทันโรคตับ


โรคตับอักเสบเรื้อรัง มะเร็งตับ และตับแข็ง เป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศไทย ตับอักเสบเรื้อรังที่ไม่ได้รักษา หรือไม่ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม อาจกลายเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้ สาเหตุของโรคตับอักเสบเรื้อรังที่สำคัญและพบบ่อย ได้แก่ ดื่มสุราเป็นประจำ ไวรัสตับอักเสบ บี ไวรัสตับอักเสบ ซี โรคตับอักเสบจากไขมันสะสมในตับ ฯลฯ ปัจจุบันมีความก้าวหน้าของความรู้เกี่ยวกับโรคตับ วิธีการวินิจฉัยโรค บอกระยะของโรค ตลอดจนการรักษาด้วยยาที่มีประสิทธิภาพสูง

สถิติสาธารณสุข พ.ศ. 2547 พบว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของประเทศคือ 83.1 ต่อประชากร 1 แสนคน โรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในประเทศไทย คือ มะเร็งตับ รองลงมาคือ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทั้งนี้ จากรายงานอุบัติการณ์มะเร็งของประเทศปี 2544-2546 พบว่า โรคมะเร็งในเพศชายที่สูงเป็นอันดับ 1 คือ มะเร็งตับ รองลงมาคือมะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ สำหรับในเพศหญิงพบโรคมะเร็งมากเป็นอันดับ 1 คือ มะเร็งปากมดลูก รองลงมาคือมะเร็งเต้านม และมะเร็งตับ สาเหตุที่สำคัญของมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี ได้แก่ ดื่มสุราเป็นประจำ ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี และรับประทานอาหารดิบ ๆ สุก ๆ ประเภทปลาน้ำจืด เช่น ปลาร้า เป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคมะเร็งท่อน้ำดี

ทั่วโลกมีประชากรไม่ต่ำกว่า 378 ล้านคน (หรือร้อยละ 6 ของประชากรโลก) เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ บี มีการคาดการณ์ว่าร้อยละ 75 ของผู้ที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ บี มีถิ่นฐานอยู่ในทวีปเอเชีย ความผิดปกติของตับเนื่องจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี นอกจากเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ บีแล้ว ร้อยละ 15-40 ของผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคตับแข็ง มะเร็งตับและตับวายได้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการดำเนินของโรคตับอักเสบเรื้อรังไปเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับ ได้แก่ ดื่มสุราเป็นประจำ จำนวนไวรัสตับอักเสบ บี ที่สูงมาก เอนไซม์ตับที่สูงผิดปกติ เพศชายอายุมาก นอกจากการรักษาด้วยยาต้านไวรัสแล้ว มีคำแนะนำให้เฝ้าระวังโรคมะเร็งตับด้วยการตรวจอัลตราซาวด์และอัลฟ่าฟีโตโปรตีนทุก 6 เดือน ในผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ผู้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ ได้แก่ ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่เป็นโรคตับแข็ง มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ ผู้ที่ มีอายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีเอนไซม์ตับหรือจำนวนไวรัสตับอักเสบ บี ที่สูงมาก

โรคไขมันสะสมในตับถูกจัดอยู่ในกลุ่มของโรคเมตาบอลิคซินโดรม เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ทุกวันนี้มีความเจริญทางวัตถุหลายด้าน ทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่และอาหารที่รับประทานเปลี่ยนแปลงไป ดัง เห็นได้จากความชุกที่เพิ่มขึ้นของโรคอ้วน เบาหวานและความดันโลหิตสูง โรคไขมันสะสมในตับเกิดจากสาเหตุได้หลายอย่าง ที่พบมากที่สุดได้แก่ ดื่มสุรา เป็นประจำ ในขณะเดียวกันโรคไขมันสะสมในตับอาจเกิดขึ้นในผู้ที่ไม่ได้ดื่มสุราหรือดื่มน้อยมากก็ได้ ซึ่งมักพบในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน เป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ขาดการออกกำลังกาย ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ การวินิจฉัยโรคไขมันสะสมในตับได้จากการไม่พบสาเหตุของเอนไซม์ที่ผิดปกติ เช่น ไม่พบไวรัสตับอักเสบ บี หรือ ซี ฯลฯ เมื่อตรวจอัลตราซาวด์อาจพบไขมัน เกาะตับ หรือเมื่อเจาะตับแล้วพบลักษณะของเนื้อตับเข้าได้กับโรคไขมันสะสมในตับ การรักษาโรคไขมันสะสมตับทำได้โดยควบคุมอาหารและพลังงานที่รับประทาน ไม่รับประทานเกินความต้องการในแต่ละวันโดยเฉพาะอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกาย ถ้าไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพและโรคไขมันสะสมในตับ ในที่สุดอาจเกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับตามมาได้ (ทั้ง ๆ ที่ไม่ดื่มสุรา ไม่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี) โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีและมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

เมื่อตับอักเสบอยู่เป็นเวลานาน ๆ เช่น ดื่มสุราทุกวัน ตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบ บี หรือ ซี ตับอักเสบจากไขมันสะสมในตับ ตับจะถูกกระตุ้นให้มีการซ่อมแซมตัวเองตลอดเวลา ทำให้เกิดการสะสมของเนื้อเยื่อและพังผืดภายในตับ คล้ายกับการเกิดแผลเป็นเมื่อมีบาดแผลจากของมีคมในภาวะปกติมีกระบวนการที่ช่วยสลายพังผืดอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความสมดุล แต่ในภาวะที่เป็นโรค ตับอักเสบเรื้อรัง สมดุลนี้จะเสียไป ทำให้เกิดการสะสมของพังผืดขึ้นในตับอย่างต่อเนื่องจนเกิดภาวะพังผืดในตับ หลังจากพบว่าเป็นโรคตับ อักเสบเรื้อรังแล้ว ถ้าไม่ได้รับการรักษาโรค หรือรักษาแล้วแต่ไม่หายจากโรคตับ นั้น ๆ เมื่อเวลาผ่านไป 10-25 ปีต่อมาตับอักเสบเรื้อรังนี้มีโอกาสกลายเป็นตับแข็งได้ จากนั้นอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ของโรคตับแข็ง และมีความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งตับเพิ่มขึ้น

ภาวะพังผืดในตับมักไม่ทำให้มีอาการผิดปกติ ระยะของพังผืดของตับแบ่งได้เป็น 4 ระยะ จากระยะที่ 1 ถึง 4 (หรือระยะที่เกิดตับแข็งแล้ว) วิธีวินิจฉัยภาวะพังผืดในตับ และบอกระยะของภาวะพังผืดในตับที่ดีที่สุดคือ การเจาะตับ แต่การเจาะตับก็มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ แม้ว่าไม่มากนัก วิธีการบอกระยะของภาวะพังผืดในตับด้วยวิธีอื่น ๆ ได้แก่ ตรวจหาสารที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการสร้างหรือสลายพังผืด (แต่การตรวจนี้ยังทำไม่ได้ในประเทศไทย) ตรวจวัดพังผืดและความแข็งของเนื้อตับด้วยเครื่องไฟโบรสแกนซึ่งมีการศึกษาในระยะหลัง ๆ ยืนยันว่ามีความแม่นยำพอควรในการบอกระยะของพังผืดในตับ เพื่อนำมาช่วยในการพิจารณารักษาโรคตับอักเสบเรื้อรัง หัวใจที่สำคัญของการรักษาภาวะพังผืดในตับคือ การรักษาและกำจัดสาเหตุของภาวะพังผืดในตับ เช่น หยุดสุรา รักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบ บี และซี ด้วยยาต้านไวรัส ลดน้ำหนักโดยควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ซึ่งมีการศึกษายืนยันแล้วว่าช่วยลดพังผืดและการกลายเป็นโรคตับแข็งในโรคไขมันสะสมในตับ ในบางครั้งภาวะพังผืดในตับอาจดีขึ้น จนกลับมาเป็นตับปกติได้ถ้าได้รับการรักษาโรคตับนั้นแต่เนิ่น ๆ

ที่มา : รศ.พญ.อาภัสณี โสภณสฤษฎ์สุข
หน่วยโรคทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

0 ความคิดเห็น:

Post a Comment

 

©2009 Good Health | by TNB